หลังจากที่ผมได้รีวิวรุ่นพี่อย่าง OnePlus 7T Pro ไปแล้ว วันนี้ผมจะกลับมารีวิวน้องเล็กที่ไม่ธรรมดาอย่าง OnePlus 7T กันบ้างว่าจะมีอะไรแตกต่างจากรุ่นพี่บ้าง ตัวนี้มีจุดไหนที่โดดเด่นกว่า รวมถึงทั้งรุ่นจะเลือกตัวไหนดีตัวไหนเหมาะสำหรับใครที่สุด ตำนานแห่งความลื่นไหลจะดีจริงหรือป่าว ประสบการณ์ในการใช้งานอย่างไรบ้าง ไปดูพร้อมกันเลยครับ

– อุปกรณ์ในกล่อง –

สิ่งที่คุณจะได้ไป 

1. ตัวเครื่อง OnePlus 7T

2.  เคส TPU ใส กันกระแทกได้ดีในระดับนึง

3. คู่มือการใช้งาน + รายละเอียดการรับประกัน

4. สติกเกอร์ OnePlus 1 เซ็ต

5. เข็มจิ้มซิม

6. Adapter สำหรับชาร์จไฟ รองรับรับการชาร์จไว Warp Charge 30T (30W)

7. สาย USB Type-C to Type-C รองรับเทคโนโลยี Warp Charge 30T

– สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง –

สำหรับ OnePlus 7T รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอ Fluid Display ที่ใช้พาเนลเป็น AMOLED ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ลื่นไหลด้วยหน้าจอแบบ 90 Hz ความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 1,000 nit อัตราส่วนของหน้าจออยู่ที่ 20:9 รองรับขอบเขตสีกว้างถึงแบบ DCI-P3 แบบ 100% และรองรับการแสดงผลแบบ HDR10+ รองรับ Widevine อยู่ในระดับ L1 ด้วยกันทั้งคู่ สามารถดู Netflix ได้แบบ HD และรองรับการแสดงผลแบบ HDR บน Netflix ด้วย คุณภาพของหน้าจอถือว่าลงตัวมาก ๆ แถมเป็นหน้าจอที่มีขอบแบบ 2.5D ขอบจะเรียบ ๆ ไม่ได้มีขอบโค้ง 3D เหมือน OnePlus 7T Pro ใครที่ไม่ชอบหน้าจอขอบโค้งตัวนี้แหละตอบโจทย์เลย

ส่วนกล้องหลังนั้นก็ยกมาเหมือนกับรุ่นพี่อย่าง OnePlus 7T Pro เลยเพียงแต่ปรับเปลี่ยนดีไซด์ใหม่ในส่วนของตำแหน่งกล้องให้แหวกแปลกตาไปสักนิด โดนนำกล้องเรียงวางแนวนอนอยู่ในวงกลมนั่นเอง ใช้ Sensor ตัวเดียวกับที่อยู่บน OnePlus 7 Pro ทั้งหมด แต่ได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมด้วยการเพิ่ม Motor เข้ามาสำหรับใช้ขยับระยะให้เลนส์ Ultra-Wide ซึ่งการที่กล้องสามารถขยับตัวกล้องเข้าออกได้เล็กน้อยเหมือนกับ OnePlus 7T Pro จะทำให้ OnePlus 7T เครื่องนี้สามารถถ่ายโหมด Macro ได้ในระยะใกล้สุดที่ 2.5 เซนติเมตร แทนที่จะใช้การแยกกล้องเลนส์ Macro ออกมาแบบกล้องมือถือในรุ่นอื่น ๆ ซึ่งมันทำให้คุณภาพของภาพที่ได้จากโหมด Macro บนเครื่องนี้คุณภาพดีกว่าการใช้กล้อง Macro แยกทั่วไปที่มีคุณภาพด้อยกว่า และสิ่งที่พัฒนาอย่างไม่น่าเชื่อเลยก็คือ ซอฟต์แวร์ของตัวกล้องที่ได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก เห็นได้ชัดจากภาพถ่ายที่มีการทำในเรื่องของ Skin tone ที่ดีขึ้น และได้ทำการแก้ไขเรื่อง contrast ที่เหมาะสมมากขึ้น สีไม่จัดจ้านเกินไปแบบรุ่นก่อนหน้านี้ แถมโหมดกลางคืนก็ทำได้โหดขึ้นมาก สามารถถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะการถ่ายโหมด Night Scape

OnePlus 7T มาด้วยกันสองสีคือ Glacier Blue  และ Frosted Silver (ในภาพ) โดยจะมีความพิเศษตรงที่ฝาหลังในรุ่นนี้จะมีการทำผิววัสดุเป็นแบบด้าน ซึ่งจะคล้ายการยิงทรายลงบนผิวกระจก ทำให้ฝาหลังในรุ่นนี้ไม่ติดรอยนิ้วมือง่าย จับแล้วกระชับมือ ไม่ลื่น แถมยังช่วยลดรอยขีดข่วนที่อาจเกิดขึ้นจากกุญแจ หรือเหรียญในกระเป๋าได้อีกด้วยนะ มาพร้อมกับแบตเตอร์รี่ 3,800 mAh ส่วนตัวรู้สึกให้น้อยไปนิด ในการใช้งานก็ใช้งานได้เกือบถึงเย็นแต่ไม่ถึงกับหมดวันสะทีเดียว ในใช้งานทั่วไปปกติไม่ได้เล่นเกม แต่มีชาร์จไวมาให้ช่วยได้อย่างมาก

– ประสิทธิภาพ –

โดยในรุ่นนี้ก็ได้มีการเพิ่มเติมขยับมาใช้ SOC ตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Snapdragon 855+ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีการจัดการพลังงานกับความร้อนได้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก ส่วนเรื่องความแรงไม่ต้องพูดถึงหายห่วงแน่นอน มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno™ 640 แถมขึ้นชื่อว่าเป็น Oxygen OS แล้วละก็สบายใจได้เลยไม่ว่าจะเล่นเกม หรือจะใช้งานทั่วไปก็เหลือ ๆ ครับ และก็พ่วงมากับหน่วยความจำแบบ UFS 3.0 สุดแรงอีกเช่นเดิมสุดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

– ลัดเลาะรอบเครื่อง –

รุ่นนี้มาพร้อมกับกล้องหน้าแบบหยดน้ำที่มีติ่งที่เล็กลงกว่าเดิมมาก ซึ่งใช้กล้องหน้าตัวเดียวกับ OnePlus 7T Pro ได้ภาพมุมกว้างกำลังดี Skin Tone สวย และยังคงถ่ายในที่แสงน้องได้ดี กับการที่ให้รูรับแสงมากว้างถึง f/2.0 และกล้องหน้ามีมุมกว้างพอสมควร

ด้านขวาของตัวเครื่องยังคงมาพร้อมกับ Alert Slider สำหรับเปลี่ยนโปรไฟล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวันผมชอบอันนี้มากได้ใช้งานจริงบ่อยสุด ๆ และก็ปุ่มปิด-เปิดเครื่อง

ด้านซ้ายก็จะมีเพียงปุ่ม เพิ่มเสียง-ลดเสียง แต่สิ่งที่พิเศษเพิ่มเติมเข้ามาก็คือการไล่สีของตัวเฟรมเครื่องจากสีเงินไล่ไปเป็นสีฟ้าอ่อนสวยงามมาก ๆ กับสีที่เขาเรียกว่า Haze Blue นั่นเอง

ด้านบนตัวเครื่องก็เรียบ ๆ มีเพียงไมค์ตัวที่ 3 สำหรับตัดเสียงรบกวนนั่นเอง

ด้านล่างของตัวเครื่องสำหรับ OnePlus 7T รุ่นนี้ก็ได้มีการพัฒนาในเรื่องของระบบการชาร์จไฟเพิ่มเติมเข้ามา ด้วยเทคโนโลยี Warp Charge 30T ที่พัฒนาขึ้นให้ปลอดภัยมากขึ้น ช่วยถนอมแบตเตอรี่มากขึ้น เวลาชาร์จเกิดความร้อนน้อยลง ชาร์จไปเล่นไปได้โดยไม่ต้องกลัวเรื่องความร้อนเลย (ไม่แนะนำให้ทำตาม) แต่ยังคงใช้ Adapter Warp Charge 30 ตัวเดิมเพราะในการพัฒนาส่วนนี้จะเป็นการพัฒนาที่แผงวงจรของตัวเครื่อง ในการชาร์จก็ยังคงเป็นแบบ 30W เช่นเดิม ส่วนลำโพงคู่แบบ Stereo พร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos ก็ยังคงทำได้ดีเช่นเดิม หายห่วงในเรื่องของอรรถรสในการเสพสื่อต่าง ๆ

– ทดสอบการเล่นเกม –

ในการเล่นเกมก็ทำได้สบาย ๆ หายห่วง สามารถปรับสุดได้สบาย เกมยอดนิยมในปัจจุบันก็เอาอยู่หมด แถมตอนเล่นไปชาร์จไปอุณหภูมิตัวเครื่องยังแค่ 41 องศาเท่านั้น (เล่นในห้องอุณหภูมิ 28 องศา) ถึงจะไม่ได้มีระบบระบายความร้อนพิเศษแบบรุ่นพี่แต่กลับควบคุมอุณหภูมิได้แทบไม่ต่างกันเลยกับรุ่นพี่

–  ภาพถ่ายกล้องหลัง  –

Ultra-Wide

Portait Mode

Normal

Night Scape Mode

Macro

– ภาพถ่ายกล้องหน้า –

Normal

Portait Mode

– Spec –

  • หน้าจอ Fluid Display ขนาด 6.55 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 90Hz
  • SOC Snapdragon 855+ AIE มีระบบระบายความร้อน
  • RAM 8GB LPDDR4X
  • หน่วยความจำ 128GB แบบ UFS 3.0 ไม่รองรับ MicroSD Card
  • กล้องหลังหลัก 48MP f/1.6 + กล้องเลนส์ซูม Optical 3x ความละเอียด 8MP f/2.4 OIS + กล้องเลนส์ Ultra-Wide Angle 117 องศา ความละเอียด 16MP f/2.2
  • กล้องหน้า 16MP f/2.0 แบบ Pop-Up
  • ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • ลำโพงคู่สเตอรีโอ Dolby Atmos
  • สแกนนิ้วมือบนหน้าจอ
  • Battery 3800 mAh รองรับเทคโนโลยี Warp Charge 30T
  • OS Android 10 ครอบด้วย OxygenOS 10

บทสรุป

หลังจากที่ผมได้ใช้งาน OnePlus 7T มาร่วมเดือน โดยรวมถือเป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มาก ๆ ลงตัว ครบเครื่องในการใช้งานที่สุด ถ้าใครหาสมาร์ทโฟนในงบต่ำกว่า 2 หมื่น แล้วต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ๆ ไหลลื่น ๆ นี้เจ้า OnePlus 7T ก็เป็นมือถือที่ตอบโจทย์ได้ที่มาก ๆ เลย ไม่ต้องคิดอะไรมากที่จะเลือกซื้อ โดยเจ้า OnePlus 7T เปิดราคามาที่ 17,990 บาท ดีไซน์ตัวเครื่อง วัสดุ งานประกอบต่าง ๆ ทำออกมาได้ดีสุด ๆ แถมเหมาะกับคนที่ต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหล ทั้งหน้าจอที่มีค่า refresh rate สูงถึง 90 Hz ระบบปฎิบัติการสุดสมูทอย่าง Oxygen OS บน Android 10 ตั้งแต่แกะกล่อง รวมถึงขุมพัลงอันเหลือเฟืออย่าง Snapdragon 855+ พ่วงมากับหน่วยความจำแบบ UFS 3.0 ที่เขียนอ่านไวสุด ๆ จะสายบันเทิง สายเกมส์ สายทำงาน แม้แต่สายถ่ายรูปก็เหมาะที่จะเป็นเจ้าของได้ทั้งนั้น ในการถ่ายรูปน่าประทับใจมาก ๆ ในความเทพของ HDR ในรุ่นนี้ ถ่ายย้อนแสงแบบไม่ต้องกลัวว่าจะไม่สวยเลย เลนส์ไวด์ก็ให้คุณภาพดีมาก ๆ แถมยังมีโหมด Night Scape มาด้วยโดยสามารถใช้เลนส์ไวด์ถ่าย Night Scape ได้ดีงามมาก ๆ ผมว่าในรุ่นนี้เป็นรุ่นที่พัฒนาซอฟต์แวร์กล้องได้ลงตัวมาก ๆ แต่จะยังคงมีเรื่องความฟุ้งของแสงตอนถ่ายรูปคนด้วยโหมด Portrait อยู่ที่ต้องรอการอัพเดทแก้ไขต่อไปในอนาคต วันนี้ผมก็ขอจบการรีวิวไว้แต่เพียงเท่านี้ ไว้เจอกันในรีวิวถัด ๆ ไป สวัสดีครับ

จุดเด่น

  1. หน้าจอคุณภาพดี ขอบเขตสีกว้าง ลื่นหัวแตกด้วยจอแบบ 90 Hz ขอบจอไม่โค้ง
  2. ซอฟต์แวร์กล้องฉลาด ทำภาพออกมาได้ดีมาก HDR เทพสุด ๆ ถ่ายย้อนแสงสบาย ๆ Macro ก็คุณภาพดีมาก
  3. เครื่องจัดการพลังงานได้ดี ชาร์จไปเล่นไปเครื่องไม่ร้อน แล้วชาร์จโคตรไว
  4. ลำโพงคู่เสียงดี มีมิติฟังแล้วได้อรรถรส
  5. ประสิทธิภาพเหลือ ๆ ในการใช้งานหนักไม่ว่าจะใช้ทำงาน หรือเล่นเกมก็เอาอยู่สบาย ๆ ด้วย Snapdragon 855+
  6. กล้องหน้าเป็นแบบหยดน้ำขนาดเล็ก อยู่บนหน้าจอ ไม่ต้องกังวนเรื่องฝุ่นแบบกล้องหน้า POP-UP

ข้อพิจารณา

  1. ไม่มีพอร์ท 3.5 mm.
  2. เวลาถ่ายคนโหมด Portrait แสงจะออกฟุ้ง ๆ ไปหน่อย (รออัพเดทแก้ไข)

วาร์ปในสั่งซื้อ

http://bit.ly/2T5tqQi

ใส่ความเห็น